|
tawan TFCC
บุคคลทั่วไป
|
 |
« เมื่อ: มกราคม 11, 2010, 09:26:40 AM » |
อ้างถึง
|
เนื่องจากปลากะพงขาวเป็นปลาเกมส์ที่ฮอทที่สุดในหมู่คนชอบตีเหยื่อปลอม ผมจึงได้รวบรวมข้อมูลการเลี้ยงปลากะพงขาวจากแหล่งข้อมูลต่างๆมาทยอยโพสต์ลงไว้ในบอร์ดให้ศึกษากันนะครับ แต่ละแหล่งข้อมูลก็จะมีความแตกต่างกันบ้าง ลองอ่านดูละกันนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปลากระพง ปลากระพงขาวเป็นปลาที่สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำทะเล มีถิ่นอาศัยอยู่ในแถบมหาสมุทร แปซิฟิก มหาสมุทรอินเดีย เป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจต่อประเทศในภูมิภาคนี้ ทั้งในแง่การใช้อาหาร และใน การกีฬาตกปลา เนื่องจากปลากระพงขาวมีลักษณะเด่นหลายประการ อาทิเช่น เป็นปลาที่เจริญเติบโตได้เร็ว ใช้เวลา เลี้ยง 6 – 8 เดือน ก็สามารถขายได้ สามารถเลี้ยงได้ในบริเวณที่น้ำขุ่น และในบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงความเค็ม ในช่วงกว้าง และเป็นปลาเนื้อขาวจึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ประกอบกับความต้องการบริโภคเนื้อปลา มีสูงขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี การเพาะเลี้ยงปลากระพงขาวจึงคงเป็นอาชีพที่น่าสนใจ การเพาะเลี้ยงปลากระพงขาวในประเทศไทยนั้นมีมานาน โดยระยะแรกเป็นการรวบรวมพันธุ์ปลา ที่ได้จาก ธรรมชาติมาใช้ในการเลี้ยง จนกระทั่งปี 2516 ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่เพาะพันธุ์ปลากระพงขาวสำเร็จ เป็นแห่งแรกของโลก จึงทำให้การเลี้ยงปลากระพงขาวในประเทศไทยแพร่หลายมากขึ้น แต่ก็ยังจำกัดการเลี้ยงอยู่ ในบริเวณจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเลหรือมีน้ำทะเลแพร่กระจายไปถึง รูปแบบการเลี้ยงนั้นมีทั้งการเลี้ยงในบ่อดินและ ในกระชัง สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงปลานั้น เกษตรกรยังคงใช้ปลาเป็ด เป็นอาหารในการเลี้ยงปลากระพงขาวตั้งแต่ ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ทรัพยากรประมงมีความเสื่อมโทรมลงมาก การใช้ปลาเป็ดเป็นอาหารสัตว์น้ำ เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่าเนื่องจากต้องใช้ปลาสดจำนวนถึง 6 – 7 กิโลกรัม เพื่อการผลิตปลากระพงขาว 1 กิโลกรัม ซึ่งบางครั้งปลาเป็ดที่ใช้เลี้ยงปลา อาจจะเป็นลูกปลาเศรษฐกิจที่ยังไม่โตเต็มที่ การใช้ปลาเป็ดจึงอาจ เป็นทางหนึ่งที่ทำให้ทรัพยากรประมงลดลง ประกอบกับการใช้ปลาเป็ดเป็นอาหารเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ปลา ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ปลาไม่แข็งแรง ความต้านทานโรคต่ำ อาจชักนำให้เกิด ความสูญเสีย ต่อการเลี้ยงปลาได้ การให้อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและให้อย่างถูกวิธี จึงน่าจะเป็นวิธีการเลี้ยงปลา ที่ให้ ผลตอบแทนสูงและค่อนข้างแน่นอนกว่า กรมประมง โดยสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ได้รับเงินอุดหนุนจากประเทศแคนาดา ให้ทำ การศึกษาวิจัยอาหารปลากระพงขาวในช่วงปี 2530 – 2534 โดย ดร.มะลิ บุญยรัตผลิน และคณะ ซึ่งผลการศึกษา ดังกล่าวทำให้ทราบความต้องการสารอาหารของปลากระพงขาวในระดับหนึ่ง หลังจากนั้นก็ได้มีการวิจัย ต่อเนื่อง เรื่อยมา เมื่อรวมกับข้อมูลที่ทำการวิจัยโดยนักวิจัยท่านอื่นในภูมิภาคนี้ ทำให้กล่าวได้ว่าการศึกษาเกี่ยวกับอาหาร ของปลากระพงขาวนั้น มีความสมบูรณ์ในระดับที่สามารถนำไปใช้ได้
ความต้องการสารอาหารของปลากระพงขาว ปลากระพงขาวมีความต้องการสารอาหารหลัก 5 หมู่ ได้แก่ โปรตีน ไขมัน พลังงาน วิตามิน และเกลือแร่ เช่นเดียวกับสัตว์อื่นๆ ซึ่งถ้าจะเปรียบกับคนเราก็คือการที่คนต้องกินเนื้อปลา, เนื้อวัว หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ เพื่อให้ได้ โปรตีนไปใช้ กินของทอดที่มีน้ำมันหรือกินแกงกะทิที่มีน้ำมันเยิ้ม เพื่อให้ได้ไขมันเป็นใช้ กินข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว รวมทั้งขนมจีน (เฉพาะเส้น) เพื่อให้ได้คาร์โบไฮเดรทหรือแป้งไปใช้เป็นพลังงาน และกินผักและผลไม้เพื่อ ให้ได้วิตามินและเกลือแร่สำหรับให้ร่างกายนำไปใช้ แต่อย่างไรก็ตาม ความต้องการสารอาหารสำหรับสัตว์แต่ละชนิด นั้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายวิภาคของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมีผลไปกำหนดพฤติกรรมการกินอาหาร จากการศึกษาพบว่าปลากระพงขาวเป็นปลาที่มีกระเพาะอาหารที่สามารถผลิตน้ำย่อยชนิดที่เป็นกรด สามารถย่อยสาร อาหารจำพวกโปรตีนได้ ซึ่งคล้ายกับคนเราที่กระเพาะอาหารที่สามารถผลิตน้ำย่อยที่ค่อนข้างเป็นกรดได้เช่นกัน ระบบทาง เดินอาหารส่วนต่อไปคือลำไส้ พบว่า ปลากระพงขาวมีลำไส้สั้นกว่าความยาวลำตัว ขณะที่คนเรามีทั้ง ลำไส้เล็กและ ลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีความยาวมากมายขดวกไปวนมาอยู่ในช่องท้องมีการศึกษาพบว่าลำไส้นั้นมีหน้าที่หลัก ในการดูดซึม สารอาหารต่างๆ ได้หลายชนิดรวมทั้งน้ำตาลซึ่งได้จากการย่อยคาร์โบไฮเดรทหรือแป้ง ซึ่งอาจชี้ให้เห็นถึงลักษณะอาหาร ที่เหมาะสมกับปลากระพงขาวว่าน่าจะเป็นอาหารจำพวกโปรตีนมากกว่าอาหารที่เป็นแป้ง ขณะที่คนเรามีทั้งกระเพาะ และลำไส้ที่ยาว จึงสามารถกินอาหารได้หลากหลาย ทั้งเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ข้าวจ้าว ขนมปัง เป็นต้น ขึ้นอยู่กับว่าเรา จะเลือกกินอะไร
โปรตีน เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญมากอันดับหนึ่งสำหรับปลา คือ ประมาณ 30 – 50% ในอาหาร ทั้งนี้เพื่อนำไปใช้ในการสร้างเนื้อหนัง อวัยวะต่างๆ เอนไซม์ ฮอร์โมน หน่วยย่อยของโปรตีน คือ กรดอะมิโน โดยแท้จริงแล้ว สัตว์น้ำต้องการหน่วยย่อยเหล่านี้มากกว่า เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างเป็นเนื้อเยื่อหรือ เอนไซม์ต่างๆ ซึ่งส่วนที่เป็นหน่วยย่อยเล็กๆ ที่สัตว์น้ำต้องการมีทั้งหมด 20 ชนิด โดยชนิดที่สัตว์น้ำต้องการจริงๆ เนื่องจากผลิตไม่ได้ มีอยู่ด้วยกัน 10 ชนิด จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร และต้องได้รับในปริมาณที่สมดุล เพื่อนำไปใช้ใน การสร้างโปรตีนอีกทอดหนึ่ง ถ้าหากได้รับตัวใดตัวหนึ่งไม่ครบ ก็จะทำให้ร่างกายหยุดสร้างโปรตีน ซึ่งหมายถึงการหยุด การเจริญเติบโตด้วย ถ้าหากเปรียบการกินอาหารเข้าไปของสัตว์น้ำเพื่อนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์นั้น เหมือนการสร้าง บ้านหลังหนึ่ง ก็อาจจะเปรียบส่วนขิงโปรตีนเหมือนกับผนังปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็น ส่วนประกอบส่วนใหญ่ของบ้าน และเปรียบกรวด หิน ดิน ทราย และปูนซีเมนต์เหมือนกรดอะมิโนชนิดที่จำเป็น ซึ่งต้องมีสัดส่วนในการผสมที่พอเหมาะ จึงจะก่ออิฐถือปูนสร้างขึ้นมาเป็นผนังบ้าน การที่กรดอะมิโน มีความสำคัญเช่นนี้เองจึงถูกใช้เป็นตัว ที่บ่งบอก ถึงคุณภาพของวัตถุดิบ โปรตีนที่มีคุณภาพดี มักมีกรดอะมิโนชนิดที่จำเป็น อยู่ในปริมาณที่สมดุล ซึ่งมักจะพบได้ใน ปลาป่นคุณภาพดี
ตารางที่ 1 ระดับโปรตีนในอาหารปลากระพงขาว
ชนิดสัตว์น้ำ ระดับความต้องการโปรตีน (%) อ้างอิง ปลากระพงขาวLates calcarifer 45 – 5550 ที่ระดับไขมัน 15% 45 ที่ระดับไขมัน 18% 45 ไขมัน 12% สำหรับระยะปลารุ่น 45 ไขมัน 15% Cuzon,1988 วิเชียร,2531; วิเชียร,2532; Wong และ Chou,1989 Viyakarn et al,2000
ตารางที่ 2 แสดงความต้องการโปรตีนในอาหารของสัตว์น้ำชนิดต่างๆ
ชนิดสัตว์น้ำ ความต้องการโปรตีน (%) ปลานิล ปลาไน ปลาสวาย ปลาดุกด้าน ปลาดุกลูกผสม ปลาช่อน ปลาจีน ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากระพงขาว กุ้งก้ามกราม กุ้งกุลาดำ 34+8 35+2 27+2 30+2 35+5 48+5 27+3 40 48+2 34+5 43+7
ไขมันและกรดไขมัน ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับสัตว์น้ำอีกกลุ่มหนึ่ง โดยสิ่งที่สัตว์น้ำนำไปใช้คือ ไขมันที่ย่อยให้เป็นหน่วยย่อยๆ แล้ว จึงนำไปใช้ เช่น ฟอสโฟลิปิด ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ นอกจากนี้ หน่วยย่อยที่เล็กลงไปอีกของไขมัน คือ กรดไขมัน โดยในปลาทะเลนั้น มีความต้องการกรดไขมัน ในกลุ่มที่เรียกว่าโอเมก้า 3 เนื่องจากไม่สามารถผลิตได้เอง จึงต้องได้รับจากอาหารในระดับที่เพียงพอ ถ้าหาก ปลากระพงขาวได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอนั้น จะทำให้ปลาแสดงอาการขาดกรดไขมัน โดยมีลักษณะสีแดง อมชมพูบริเวณปากและครีบ พบว่าปลากระพงขาววัยรุ่นต้องการกรดไขมันกลุ่มนี้ในระดับ 1 ถึง 1.7% ของอาหาร เมื่ออาหารมีระดับไขมัน 13%
ตารางที่ 3 ความต้องการสารอาหารในกลุ่มไขมันของสัตว์น้ำ
สัตว์น้ำ กรดไขมันที่จำเป็น ฟอสโฟลิปิด คลอเรสเตอรัล ปลานิล ปลาน้ำจืดทั่วไป ปลาทะเลและน้ำกร่อย กุ้งน้ำจืด กุ้งทะเล 1% w6(=2% น้ำมันพืช) 1% w3 + 1% w6(=4% น้ำมันปลา + 2% น้ำมันพืช) 1% w3 (=4% น้ำมันปลา) 0.75% w3 (=3% น้ำมันปลา) 1% w3 (=4% น้ำมันปลา) 0.05% 0.05% 3% ไม่ต้องการ 3% 0.5% (3% ปลาหมึกป่นหรือ 5% หัวกุ้งป่น) 0.5%(3% ปลาหมึกป่นหรือ 5% หัวกุ้งป่น
พลังงาน พลังงานเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยทุกกิจกรรมใน การดำรง ชีวิตมีพลังงานเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น การว่ายย้ำ การหายใจ การกินอาหาร การสืบพันธุ์ หรือแม้แต่การขับถ่าย ล้วนแล้วแต่ต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น โดยพลังงานที่เหลือจากกิจกรรมต่างๆ จึงจะนำไปใช้ในการเจริญเติบโต พลังงานที่ได้จากการกินอาหารนั้นได้มาจากโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรท โดยที่ไขมันจะให้พลังงาน ต่อหน่วยมากที่สุด ขณะที่โปรตีนและเป็นแหล่งพลังงานที่แพงที่สุด และพลังงานจากคาร์โบไฮเดรทมีราคาถูกที่สุด ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วจึงควรมีคาร์โบไฮเดรทในอาหารให้มากที่สุด แต่เนื่องจากปลากินเนื้อมีความสามารถ ในการ ใช้คาร์โบไฮเดรทจำกัด จากการศึกษาพบว่าปริมาณคาร์โบไฮเดรททั้งหมดในอาหารปลากระพงขาวไม่ควรเกิน 20%
วิตามินและแร่ธาตุ วิตามินและแร่ธาตุเป็นสารอาหารที่สิ่งมีชีวิตต้องการในปริมาณน้อย แต่จำเป็นต้อง ได้รับ โดยทำหน้าที่ร่วมในการทำปฏิกิริยาในขบวนการต่างๆ ของร่างกาย ถ้าจะเปรียบก็อาจจะเปรียบ ได้กับน้ำมันหล่อลื่น ที่คอยทำให้กลไกต่างๆ ทำงานได้คล่องตัว หรือวิตามินและแร่ธาตุบางตัวอาจจะเหมือนไม้ขีดไฟ หรือไฟเช็คที่คอย จุดระเบิดเพื่อให้เครื่องยนต์เริ่มต้นทำงานก็ได้ ซึ่งถ้าขาดไม้ขีดหรือขาดน้ำมันหล่อลื่นก็ทำให้เครื่องยนต์ ไม่สามารถ ทำงานได้ หรือถ้าทำงานได้ก็อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ วิตามินที่สัตว์น้ำต้องการมีด้วยกัน 15 ชนิด โดยเป็นวิตามินที่ละลายน้ำ 11 ชนิด และวิตามินที่ไม่ละลายน้ำ จำนวน 4 ชนิด สำหรับแร่ธาตุที่สัตว์น้ำต้องการนั้น มีอยู่ด้วยกัน 10 ชนิด โดยแร่ธาตุหลักๆ ได้แก่แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของกระดูกและเกล็ดปลา
อาการ สารอาหารที่ขาด วิธีรักษา ตัวดำ วิตามินซีหรือ สภาพแวดล้อมไม่เหมาะ เติมวิตามินซี 1 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม ครีบหางแหว่ง วิตามินซี เติมวิตามินซี 1 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม เลือดออกตามช่องเหงือก วิตามินซี เติมวิตามินซี 1 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม กระดูกอ่อนที่ปลาย วิตามินซี เติมวิตามินซี 1 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม กะพุงแก้มและใต้คางขาด . กระดูกลำตัวคดงอ วิตามินซี เติมวิตามินซี 1 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม ชอบหลบรวมกลุ่มอยู่ก้นบ่อ วิตามินซี เติมวิตามินซี 1 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม นอนเอียงข้างหรือ วิตามินซี .เติมวิตามินซี 1 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม หงายท้องอยู่ก้นบ่อ . ปากเป็นแผลถลอก วิตามินบี 6 เติมวิตามินบี 6 50 มิลลิกรัม/อาหาร 1 ก.ก. ชอบลอยตัวบนผิวน้ำ วิตามินบี 6 เติมวิตามินบี 6 50 มิลลิกรัม/อาหาร 1 ก.ก. ว่ายน้ำพุ่งสู่ฝั่งแบบไร้ทิศทาง วิตามินบี 6 เติมวิตามินบี 6 50 มิลลิกรัม/อาหาร 1 ก.ก. เบื่ออาหาร วิตามินซี, วิตามินบี 6, กรดไขมัน เติมวิตามินรวม 0.5% ตัวเกร็งงอ วิตามินบี 8 เติมวิตามินบี 6 50 มิลลิกรัม/อาหาร 1 ก.ก. ตาถั่ว วิตามินบี 8 เติมวิตามินบี 2 200 มิลลิกรัม/อาหาร 1 ก.ก. ตัวแดง วิตามินบี 2 เติมน้ำมันตับปลา 15 กรัม/อาหาร 1 ก.ก หาง และครีบแดง กรดไขมันที่จำเป็น เติมน้ำมันตับปลา 15 กรัม/อาหาร 1 ก.ก หายใจถี่ กรดไขมันที่จำเป็น เติมน้ำมันตับปลา 15 กรัม/อาหาร 1 ก.ก ตัวผอมลีบ วิตามินอี เติมวิตามินอี 400 มิลลิกรัม/อาหาร 1 ก.ก.
เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของอาหารปลากระพงขาว ข้อเสียของปลาเป็ด 1. มีคุณค่าทางโภชนาการไม่สมดุล กล่าวคือ มีปริมาณโปรตีนสูง แต่ขาดวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี และขาดเกลือแร่บางชนิด โดยเฉพาะเมื่อใช้เฉพาะเนื้อปลาที่ไม่มีกระดูกมาอนุบาลลูกปลา ส่วนปริมาณไขมัน ขึ้นกับชนิดปลาเป็ดหรือฤดูกาล 2. ถ้าปลาเป็ดที่ใช้ไม่สดโปรตีนบางส่วนจะถูกย่อยสลายไป ก่อให้เกิดสารอีสตามีน แอมโมเนีย และไฮโดรเจน ซัลไฟด์ ไขมันบางส่วนจะเกิดการหืน และวิตามินบางตัว เช่น บี 1 เอ ดี อี เค โดลีน ไนอาซีน และซี จะเสื่อม 3. คุณภาพปลาเป็ดผันแปรตามฤดูกาล และบางฤดูกาลขาดแคลน
ข้อดีของการใช้อาหารสำเร็จเป็นอาหารปลากระพงขาว 1. มีคุณค่าทางอาหารครบตามที่ปบลากระพงขาวต้องการ และคุณภาพดีสม่ำเสมอ ไม่ผันแปร 2. สะดวก ซื้อครั้งเดียวใช้ได้นาน 3. ผสมยาได้ง่าย และให้ผลดีในการรักษา
อาหารปลากระพงขาวที่แนะนำให้ใช้แบ่งเป็น 3 แบบ คือ 1. ปลาเป็ดผสมวิตามินและเกลือแร่ อาหารแบบนี้เหมาะกับแหล่งเลี้ยงปลาที่หาปลาเป็ดสดได้ง่าย ราคาไม่แพง และผู้เลี้ยงต้องการให้ได้ ผลผลิตสูงขึ้นและกำไรมากขึ้น วิธีทำโดยใช้ปลาเป็ด 100 กิโลกรัม ผสมกับวิตามินและเกลือแร่ 0.5 กิโลกรัม เพื่อให้วิตามินและเกลือแร่กระจายทั่ว ควรนำวิตามินและเกลือแร่มาผสมกับสื่อ เช่น รำ หรือแป้ง ในอัตราส่วน 1:10 ให้เข้ากันดีเสียก่อน หลังจากนั้นจึงนำไปคลุกเคล้ากับปลาเป็ดให้เข้ากันดีแล้วจึงนำไปเลี้ยงปลา ถ้าสังเกตเห็น ว่าปลาเป็ดที่ใช้เลี้ยงปลากระพงขาวผอม มีไขมันต่ำ และปลากระพงขาวกินอาหารลดลงบริเวณปากและครีบแดง ควรเสริมน้ำมันตับปลา 0.5% เป็นเวลาอย่างน้อย 1 อาทิตย์ หรือจนกว่าอาการดังกล่าวจะหายไป 2. ปลาเป็ดผสมอาหารผงสำเร็จ อาหารแบบนี้เหมาะสมกับแหล่งเลี้ยงปลาที่หาปลาเป็ดได้ง่าย ราคาถูก แต่ปริมาณไม่เพียงพอ วิธีทำ โดยเมื่อต้องการใช้ ให้นำอาหารผงสำเร็จมาผสมวิตามินซีแล้วจึงนำไปผสมกับปลาเป็ดในอัตราส่วน 3:2 ผสม จนเข้ากันดีแล้ว อัดเป็นเส้นและเกลี่ยให้หักออกเป็นท่อนสั้นๆ ให้มีขนาดเหมาะสมกับขนาดปลา 3. อาหารสำเร็จ อาหารแบบนี้เหมาะสำหรับแหล่งเลี้ยงปลาที่หาซื้อปลาเป็ดได้ยาก หรือเลี้ยงเป็นปริมาณมาก อาหารสำเร็จ มีส่วน ประกอบคล้ายแบบที่ 2 ต่างกันตรงที่ไม่ใช้ปลาเป็ด จึงต้องมีแป้งเหนียวหรือแป้งสุก เพื่อช่วยให้อาหารเกาะตัวกันดี และเพิ่มปริมาณปลาป่นเพื่อให้ได้ระดับโปรตีนตามที่ต้องการ เสร็จแล้วผสมวัสดุที่มีปริมาณน้อยให้เข้ากันดี เสียก่อน เช่น วิตามิน เกลือแร่ และแป้งเหนียว จากนั้นจึงนำไปผสมกับปลาป่น จนเห็นว่าเข้ากันดี แล้วค่อยๆ ใส่น้ำมันทีละน้อย จนกระทั่งผสมเข้ากันดีแล้วจึงใส่ถุงพลาสติก เก็บไว้ในที่แห้ง เย็น อากาศถ่ายเทดี และปราศจากสัตว์รบกวน เมื่อต้องการใช้ ให้นำอาหารสำเร็จมาผสมน้ำในอัตราส่วน 100:35 นวดให้เข้ากันดี แล้วอัดเป็นเส้นและ เกลี่ยให้หักออกเป็นท่อนสั้นๆ ให้มีขนาดที่เหมาะสมกับขนาดปากของปลา อาหารสำเร็จที่ผสมน้ำแล้วควร ใช้ให้หมด ภายใน 1 วัน เพราะถ้าเก็บไว้นานแห้งจะคืนตัว ทำให้อาหารไม่เกาะกันและอาจบูดเหม็นเปรี้ยวด้วย
สูตรอาหารปลากระพงขาวที่แนะนำ
วัสดุอาหาร ปริมาณในอาหาร 1 กิโลกรัม ปลาป่นอย่างดี กากถั่วเหลือง หัวกุ้งป่น สารเหนียว(แอลฟ่าสตาช์) แป้งสาล ีแป้งข้าวจ้าว น้ำมันปลาทะเล น้ำมันพืช วิตามินรวมและแร่ธาต ุรวม วิตามินซี 490 150 80 60 70 24 30 85 10 1
ความสัมพันธ์ระหว่างประเภทสัตว์น้ำและอาหาร
ประเภทสัตว์น้ำ อาหารที่เหมาะสม 1. ปลากินเนื้อ - มีกระเพาะเดียว - ลำไส้เล็กสั้น - ความยาวของระบบย่อยอาหารสั้นกว่าความยาวของตัวปลา - ปลาช่อน กะพง เนื้ออ่อน 1. ปลากินเนื้อ - อาหารที่ย่อยง่าย - มีโปรตีน , ไขมันสูง - แป้งน้อย 2. ปลากินพืช - ความยาวของระบบย่อยอาหารประมาณ 6 – 8 เท่าของความยาวตัวปลา - ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารดีกว่าปลากินเนื้อ - ปลานิล, นวลจันทร์ 2. ปลากินพืช - กินอาหารไม่เลือกชนิด 3. ปลากินเนื้อและพืช (กระเพาะจริง) - ความยาวของระบบย่อยอาหารประมาณ 1.8 – 2 เท่า - ปลาดุก 3. ปลากินเนื้อและพืช (กระเพาะจริง) - มีโปรตีน, ไขมัน, ค่อนข้างสูง 4. ปลากินเนื้อและพืช (กระเพาะเทียม) - ส่วนของลำไส้เล็กขยายใหญ่ขึ้น ทำหน้าที่เป็นกระเพาะ จึงมีน้ำย่อย ที่เป็น กรดน้อย - ความยาวของ ระบบย่อย อาหารประมาณ 3 เท่า - ปลาตะเพียน, ไน, คาร์พ 4. ปลากินเนื้อและพืช (กระเพาะเทียม) - โปรตีนจากพืชใช้ได้ดี
บรรณานุกรม
มะลิ บุณยรัตผลิน, ธิดา เพชรมณี, สุพจน์ จึงแย้มปิ่น และ จารุรัตน์ บูรณะพาณิชย์กิจ. 2532. อาหาร การให้อาหาร และอาการขาดธาตุอาหารของปลากระพงขาว. เอกสารคำแนะนำฉบับที่ 1/2532 สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยง สัตว์น้ำชายฝั่ง, สงขลา 12 หน้า.
วิมล จันทรโรทัย. 2537. อาหารและการให้อาหารสัตว์น้ำ สาระสำคัญโดยสรุป. เอกสารเผยแพร่ฉบับที่ 25 สถาบัน วิจัยประมงน้ำจืด, กรุงเทพฯ 37 หน้า.
Boonyaratpalin M. 1989. Seabass Culture and Nuytrition, p 43 – 91. In D.M. Akiyama (e.d.) Procendings of the People’s Republic of China. Aquaculture and Feed Workshop. America Soybean Association, Singapore.
|